One for All's profile"ONE" for all..!PhotosBlogLists Tools Help
    May 04

    สิ่งที่ค้างในใจ

     

    พุทธศาสนาสอนเราว่า คนเราทุกข์เพราะหลง "ยึด"

    และที่เรายึด ก็เพราะเรา "ไม่รู้"

    ไม่รู้ความจริงของธรรมชาติที่ว่า... ทุกสิ่งย่อมแปรปรวนไป

    -----------------------------------------------

    แล้วมันจะมีอะไรเล่า ที่ควรค่าให้น่ายึดถือเป็นของของเราอย่างแท้จริง

    สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับลงไปเป็นธรรมดา

    จะไปบังคับบัญชาให้มันเป็นอยู่อย่างนี้อย่างนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย

    แต่เราก็ยัง "ยึด" อยากให้สุขนั้นคงอยู่ อยากให้ทุกข์นั้นหายไป

    ดิ้นรนอยู่อย่างนี้ชั่วนาตาปีไม่มีเหนื่อยหน่าย

    ...ก็ในเมื่ออะไร ๆ ก็เป็นไปอย่างที่ใจอยากไม่ได้ แปรปรวนไปตลอดเวลา

    -------------------------------------------------------------

    ถาม – มีความรู้สึกนึกคิดหลายอย่างที่ตกค้างอยู่ในใจ
    รู้ทั้งรู้ว่าเป็นความนึกคิดผิดๆ แต่ก็ตัดไม่ได้
    เหมือนทำยังไงก็ล้างสิ่งสกปรกออกจากใจไม่หมด อย่างนี้ควรทำอย่างไรดีครับ?

     
    ตอนที่พยายามจะเปลี่ยนความคิดแล้วมันไม่ยอมเปลี่ยนตามที่เราต้องการนี่แหละครับ
    เป็นโอกาสทองที่เราจะเห็นความจริงอันเป็นหนึ่งในแก่นความรู้ทางพุทธศาสนา
    นั่นคือ ความคิดไม่ใช่ของเรา ความคิดไม่ใช่สิ่งที่บังคับบัญชาได้ตามปรารถนา
    ความคิดเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมจรมารบกวนจิตใจชั่วคราว หรือสรุปย่นย่อคือ
    ความคิดเป็นอนัตตา ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีเราในความคิด

    เพราะฉะนั้น แทนการบังคับควบคุมหรือตั้งใจให้มันหายไปตามปรารถนา
    เราต้องเข้าใจกฎอนัตตา คือสร้างเหตุปัจจัยเพื่อให้ความคิดแปรไปในทางที่ดี
    และสำคัญคือคุณต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน
    รวมทั้งให้เวลาอนัตตาเขาปรับเปลี่ยนสภาพกันบ้าง
    อย่าคาดหวังว่าทุกสิ่งจะรวบรัดรวดเร็วแบบเสกปุ๊บได้ปั๊บ เพราะถ้าเสกได้ดังใจ
    ก็แปลว่าความคิดเป็นสมบัติของคุณ ความคิดเป็นอัตตาของคุณจริงดังอุปาทาน

    เหตุปัจจัยที่จะเปลี่ยนความคิดด้านร้ายให้กลายเป็นด้านดี มีดังต่อไปนี้

    ๑) เมื่อความคิดผิดๆเกิดขึ้น ก็ให้ตระหนัก ให้ยอมรับว่ามันเกิดขึ้น อย่าปฏิเสธ
    อย่าหลอกตัวเองว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น การยอมรับตามจริงจะทำให้สติเกิดเต็มตัว
    และมีกำลังมากพอจะเห็นตามจริงในขั้นต่อๆไป

    ๒) เมื่อยอมรับได้ เห็นตามจริงได้ ก็อย่าไปฝืน อย่าไปโทษตัวเอง
    อย่าด่าตัวเองให้เกิดความทรมานใจ
    เพราะการจมปลักอยู่กับความทรมานใจและความรู้สึกผิดไม่เลิกรานั้น
    แทนที่จะเป็นผลดี กลับตอกย้ำให้อกุศลจิตเติบโตขึ้น เอาแค่ยอมรับตามจริง
    ไม่ต้องด่าตัวเอง ไม่ต้องหาทางกำจัดหรือขับไล่ความคิดแย่ๆ
    คุณจะเห็นว่ามันเกิดเองก็ดับเองได้ ถึงแม้เกิดบ่อยดับบ่อยให้เห็นอย่างน่ารำคาญ
    ในที่สุดคุณจะรู้สึกว่ามันเป็นเมฆหมอกและเงาดำแปลกปลอมที่จรมาแล้วจรไป
    ไม่ใช่หน้าที่ที่คุณจะต้องเสนอหน้าไปรับผิดชอบแต่อย่างใด

    ๓) ให้เฝ้าสังเกตว่าคุณมีใจยินดีไปกับความคิดร้ายๆบ้างหรือไม่
    ตอนยินดีกับความคิดร้ายๆ คนเรามักยิ้มอยู่ในหน้า
    หรืออย่างน้อยก็เกิดความมันเขี้ยวอยู่ข้างใน อันนี้เป็นสิ่งที่ต้องสำรวจตรวจตรา
    หากพบว่าครั้งใดที่คิดร้ายๆแล้วเกิดความยินดี ก็ต้องเตือนตัวเองให้ทัน
    ว่านั่นเป็นอกุศล นั่นเป็นโทษ นั่นจะเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์
    ความเดือดร้อนในภายหลัง แค่คิดเหมือนเล่นๆก็ได้
    แล้วจิตจะค่อยๆฉลาดขึ้นเองวันต่อวัน

    ๔) สืบเข้าไปถึงต้นเหตุ
    คิดว่าจะทำอย่างไรให้เปลี่ยนความคิดจากอกุศลเป็นกุศลได้โดยไม่ต้องฝืนใจ
    ยกตัวอย่างเช่นที่เป็นกันมากในสังคมเมือง คือการเกลียดชัง
    หรือความรู้สึกริษยากันในที่ทำงาน ขอให้ลองตั้งมุมมองใหม่
    มองแง่ดีที่คู่อริเราเขาเป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ถ้าไม่มีแง่ดีให้มองเลย
    ก็อาจต้องทำใจไปอีกแบบหนึ่ง คือเห็นเขาเป็นแบบฝึกหัด หรือเห็นเขาเป็น
    ‘ตัวแกล้ง’ ให้จิตใจคุณตกต่ำ
    คุณกำลังเล่นเกมโหดๆเกมหนึ่งที่มีตัวแกล้งอยู่กลาดเกลื่อน พอพิจารณาได้อย่างนี้
    ก็สุดแท้แต่ใจคุณเองล่ะ ว่าจะยอมติดลบหรือเอาคะแนนเพิ่ม
    โดยมากเกมชีวิตจะไม่มีเสมอตัว มีแต่ลบกับบวก ถ้าลบก็ลบมาก ถ้าบวกก็บวกมาก
    หากวันหนึ่งคุณสะสมแต้มได้มากถึงขีดหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดความอบอุ่นใจ
    มีความสุขอย่างใหญ่กับการมองแต่แง่ดี คุณจะรู้สึกเหมือนเล่นเกมมาจนได้โบนัส
    และโบนัสนั้นก็คือความสุขที่ซื้อหาจากไหนไม่ได้
    จะดีแค่ไหนถ้าคนเราไม่ต้องเครียด ไม่ต้องคิดมาก
    และไม่ต้องทรมานใจกับศัตรูในหัวคือความคิดร้ายของตนเอง?

    Comments (2)

    Please wait...
    Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
    You didn't enter anything. Please try again.
    Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
    To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
    Your parent has turned off comments.
    Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
    You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
    Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
    Complete the security check below to finish leaving your comment.
    The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.

    To add a comment, sign in with your Windows Live ID (if you use Hotmail, Messenger, or Xbox LIVE, you have a Windows Live ID). Sign in


    Don't have a Windows Live ID? Sign up

    แว๊ะ เข้ามาทักทาย คับ 
     
     
    May 11
    เออ อ ก็สุ้ๆนะคะ
    May 5

    Trackbacks

    The trackback URL for this entry is:
    http://suebsak.spaces.live.com/blog/cns!89F3239E46044590!1134.trak
    Weblogs that reference this entry
    • None